เจ้าหญิงน้อย
Frances Hodgson Burnett
บทที่ 1: ซารา
ครั้งหนึ่งในวันมืดครึ้มกลางฤดูหนาว หมอกสีเหลืองจับตัวหนาหนักอยู่ตามถนนในลอนดอนจนต้องจุดโคมไฟ และตู้กระจกหน้าร้านก็สว่างจ้าด้วยแสงตะเกียงแก๊สราวกับยามค่ำคืน เด็กหญิงตัวน้อยท่าทางแปลกตาคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถม้ารับจ้างกับพ่อ รถม้าพาทั้งคู่เคลื่อนไปตามถนนสายใหญ่ค่อนข้างช้า
เธอนั่งพับขาซุกเท้าไว้ใต้ตัว เอนพิงพ่อซึ่งโอบเธอไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง พลางจ้องมองผู้คนที่ผ่านไปนอกหน้าต่าง ดวงตาโตคู่นั้นมีแววครุ่นคิดแก่เกินวัยอย่างประหลาด
เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กเสียจนไม่มีใครคาดว่าจะเห็นแววเช่นนั้นบนใบหน้าน้อย ๆ ต่อให้เป็นเด็กอายุสิบสองก็คงดูแก่เกินวัยอยู่ดี แต่ซารา ครูว์เพิ่งอายุเจ็ดขวบเท่านั้น ความจริงก็คือเธอมักฝันและครุ่นคิดเรื่องแปลก ๆ อยู่เสมอ จนตัวเธอเองก็นึกไม่ออกว่าเคยมีช่วงไหนที่ไม่ได้คิดถึงพวกผู้ใหญ่และโลกของพวกเขา เธอรู้สึกราวกับตัวเองอยู่มานานแสนนานแล้ว
ขณะนี้เธอกำลังนึกถึงการเดินทางทางเรือจากบอมเบย์ที่เพิ่งผ่านมากับร้อยเอกครูว์ผู้เป็นพ่อ เธอนึกถึงเรือลำใหญ่ พวกลัสการ์ที่เดินไปมาเงียบ ๆ บนเรือ เด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันบนดาดฟ้าร้อนระอุ และภรรยาสาวของนายทหารบางคนที่ชอบชวนให้เธอพูดด้วย แล้วหัวเราะกับสิ่งที่เธอพูด
แต่ที่เธอครุ่นคิดมากที่สุดคือ ช่างแปลกอะไรเช่นนี้ เมื่อครู่ยังอยู่ที่อินเดียใต้แดดแผดกล้า ต่อมาก็อยู่กลางมหาสมุทร แล้วตอนนี้กลับนั่งอยู่ในพาหนะแปลกตา แล่นไปตามถนนที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งกลางวันมืดเหมือนกลางคืน เรื่องนี้ชวนให้ฉงนเสียจนเธอขยับเข้าไปชิดพ่อมากขึ้น
“คุณพ่อคะ” เธอเรียกด้วยเสียงเล็กแผ่วเบาและลึกลับจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “คุณพ่อ”
“มีอะไรหรือ ที่รัก” ร้อยเอกครูว์ตอบพลางกระชับอ้อมแขนและก้มมองหน้าเธอ “ซาราคิดอะไรอยู่จ๊ะ”
“ที่นี่หรือคะ” ซารากระซิบ ซุกตัวแนบเขายิ่งขึ้น “ใช่ไหมคะ คุณพ่อ”
“ใช่แล้ว ซาราน้อย ที่นี่แหละ ในที่สุดเราก็มาถึงแล้ว” แม้เธอจะอายุเพียงเจ็ดขวบ แต่ก็รู้ว่าพ่อเศร้าใจขณะพูดเช่นนั้น
สำหรับเธอ ดูเหมือนผ่านมาหลายปีแล้วนับแต่พ่อเริ่มเตรียมใจเธอให้พร้อมสำหรับ “ที่นั่น” ซึ่งเป็นคำที่เธอใช้เรียกเสมอ แม่ของเธอเสียชีวิตตอนที่เธอเกิด เธอจึงไม่เคยรู้จักหรือคิดถึงแม่เลย พ่อที่ยังหนุ่ม หล่อเหลา ร่ำรวย และคอยเอาอกเอาใจเธอ ดูจะเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เธอมีอยู่ในโลก ทั้งคู่เล่นด้วยกันและรักใคร่กันมาเสมอ เธอรู้ว่าพ่อร่ำรวยก็เพียงเพราะเคยได้ยินคนอื่นพูดกันตอนที่พวกเขาคิดว่าเธอไม่ได้ฟัง และยังเคยได้ยินพวกเขาบอกด้วยว่า เมื่อโตขึ้นเธอจะร่ำรวยเช่นกัน เธอไม่รู้หรอกว่าความร่ำรวยหมายถึงอะไรบ้าง เธออยู่ในบังกะโลแสนสวยมาตลอด คุ้นเคยกับคนรับใช้มากมายที่คอยคำนับสลาม เรียกเธอว่า “มิสซีซาฮิบ” และตามใจเธอทุกอย่าง เธอมีของเล่น มีสัตว์เลี้ยง และมีพี่เลี้ยงที่เทิดทูนเธอ เธอจึงค่อย ๆ เรียนรู้ว่าคนร่ำรวยย่อมมีสิ่งเหล่านี้ แต่เธอก็รู้เพียงเท่านั้น
ตลอดชีวิตไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอมีเรื่องกังวลเพียงเรื่องเดียว นั่นคือ “ที่นั่น” ซึ่งวันหนึ่งเธอจะถูกพาไป ภูมิอากาศของอินเดียไม่ดีต่อสุขภาพเด็กอย่างยิ่ง จึงต้องส่งเด็กออกไปอยู่ที่อื่นทันทีที่ทำได้—ส่วนใหญ่คือส่งไปอังกฤษเพื่อเข้าโรงเรียน เธอเคยเห็นเด็กคนอื่นจากไป และเคยได้ยินพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นพูดถึงจดหมายที่ได้รับจากลูก เธอรู้ว่าตัวเองก็ต้องไปเช่นกัน แม้บางครั้งเรื่องการเดินทางทางเรือและดินแดนใหม่ที่พ่อเล่าจะชวนให้เธอสนใจ แต่เธอก็ยังทุกข์ใจกับความคิดที่ว่าพ่อจะอยู่กับเธอไม่ได้
“คุณพ่อไปที่นั่นกับหนูไม่ได้หรือคะ” เธอเคยถามเมื่ออายุห้าขวบ “คุณพ่อไปโรงเรียนด้วยไม่ได้หรือ หนูจะช่วยคุณพ่อทำบทเรียนเองค่ะ”
“แต่ลูกไม่ต้องอยู่ที่นั่นนานนักหรอก ซาราน้อย” เขาพูดอย่างนี้เสมอ “ลูกจะไปอยู่บ้านสวย ๆ ที่มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากมาย แล้วลูกก็จะได้เล่นด้วยกัน พ่อจะส่งหนังสือไปให้เยอะ ๆ และลูกจะโตเร็วเสียจนรู้สึกเหมือนยังไม่ทันครบปี ก็โตพอและเก่งพอจะกลับมาดูแลคุณพ่อได้แล้ว”
เธอชอบนึกถึงภาพนั้น ดูแลบ้านให้พ่อ ขี่ม้าไปกับเขา นั่งหัวโต๊ะเวลาที่เขาจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ พูดคุยกับเขาและอ่านหนังสือของเขา—นั่นคือสิ่งที่เธออยากทำที่สุดในโลก และถ้าต้องจากไปยัง “ที่นั่น” ในอังกฤษเพื่อให้ได้ทำเช่นนั้น เธอก็ต้องตัดสินใจไป เธอไม่ได้สนใจเด็กหญิงคนอื่น ๆ สักเท่าไร แต่ถ้ามีหนังสือมากพอ เธอก็คงพอปลอบใจตัวเองได้ เธอชอบหนังสือยิ่งกว่าสิ่งใด และที่จริงก็มักแต่งเรื่องราวของสิ่งงดงามแล้วเล่าให้ตัวเองฟังอยู่เสมอ บางครั้งเธอเล่าให้พ่อฟังด้วย และเขาก็ชอบเรื่องเหล่านั้นมากพอ ๆ กับเธอ
“เอาละค่ะ คุณพ่อ” เธอพูดเบา ๆ “ถ้าเรามาถึงแล้ว หนูว่าเราก็คงต้องทำใจค่ะ”
เขาหัวเราะกับคำพูดอย่างผู้ใหญ่เกินวัยของเธอแล้วจูบเธอ ความจริงตัวเขาเองยังทำใจไม่ได้เลย แต่ก็รู้ว่าต้องเก็บเรื่องนั้นไว้ ซาราน้อยผู้แปลกไม่เหมือนใครเป็นเพื่อนคู่ใจที่แสนดีของเขา เขารู้สึกว่าตัวเองคงต้องเหงาเมื่อกลับถึงอินเดียแล้วเดินเข้าบังกะโล โดยรู้ว่าจะไม่มีร่างเล็กในชุดกระโปรงสีขาวเดินออกมาต้อนรับอีก เขาจึงโอบเธอไว้แน่น ขณะที่รถม้าแล่นเข้าสู่จัตุรัสกว้างใหญ่หม่นทึม ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านอันเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งคู่
บ้านหลังนั้นก่อด้วยอิฐ ใหญ่โตและหม่นทึม เหมือนบ้านหลังอื่น ๆ ทุกหลังในแถวเดียวกันไม่มีผิด ต่างกันเพียงที่ประตูหน้ามีแผ่นป้ายทองเหลืองเป็นมัน บนนั้นสลักตัวอักษรสีดำไว้ว่า
มิสมินชิน,
โรงเรียนกุลสตรีชั้นดี
“ถึงแล้ว ซารา” ร้อยเอกครูว์พูด พยายามให้น้ำเสียงร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นเขาก็อุ้มเธอลงจากรถม้า ทั้งคู่ขึ้นบันไดไปกดกริ่ง ภายหลังซารามักนึกอยู่บ่อย ๆ ว่าบ้านหลังนั้นเหมือนมิสมินชินอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นบ้านภูมิฐาน ตกแต่งอย่างดี แต่ทุกสิ่งในบ้านล้วนน่าเกลียด แม้แต่เก้าอี้มีเท้าแขนก็ดูราวกับมีกระดูกแข็ง ๆ อยู่ข้างใน ทุกสิ่งในโถงทางเดินแข็งกระด้างและขัดจนขึ้นเงา—แม้แต่แก้มแดง ๆ ของหน้าพระจันทร์บนนาฬิกาเรือนสูงตรงมุมห้อง ก็ยังดูเคร่งขรึมเป็นเงาวับราวเคลือบวานิช ห้องรับแขกที่ทั้งคู่ถูกพาเข้าไปปูพรมลายสี่เหลี่ยม เก้าอี้ก็เป็นทรงเหลี่ยม และมีนาฬิกาหินอ่อนหนักอึ้งตั้งอยู่บนหิ้งเหนือเตาผิงหินอ่อนที่หนักอึ้งเช่นกัน
เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้มะฮอกกานีแข็ง ๆ ตัวหนึ่ง ซาราก็กวาดตามองไปรอบห้องอย่างรวดเร็วตามนิสัย
“หนูไม่ชอบที่นี่เลยค่ะ คุณพ่อ” เธอพูด “แต่หนูว่าพวกทหาร—แม้แต่คนกล้าหาญ—ก็คงไม่ได้ชอบออกรบจริง ๆ เหมือนกัน”
ร้อยเอกครูว์หัวเราะออกมาเต็มเสียง เขายังหนุ่มและชอบความสนุกสนาน ไม่เคยเบื่อที่จะฟังคำพูดแปลก ๆ ของซาราเลย
“โธ่ ซาราน้อย” เขาพูด “พ่อจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีใครมาพูดเรื่องเคร่งขรึมให้ฟัง ไม่มีใครเคร่งขรึมได้เท่าลูกอีกแล้ว”
“แต่ทำไมเรื่องเคร่งขรึมถึงทำให้คุณพ่อหัวเราะขนาดนั้นล่ะคะ” ซาราถาม
“ก็เวลาลูกพูดเรื่องพวกนั้น มันชวนให้ขำเสียจริง ๆ” เขาตอบ หัวเราะยิ่งกว่าเดิม แล้วจู่ ๆ ก็รวบเธอเข้าไปในอ้อมแขนและจูบหนัก ๆ เสียงหัวเราะหยุดลงทันที ดวงตาของเขาดูคล้ายมีน้ำตาคลอ
มิสมินชินเข้ามาในห้องพอดี ซารารู้สึกว่ามิสมินชินช่างเหมือนบ้านของเธอเสียจริง ทั้งสูง จืดชืด ดูน่านับถือและน่าเกลียด เธอมีดวงตาโตเย็นชาเหมือนตาปลา และรอยยิ้มกว้างเย็นชาราวกับรอยยิ้มของปลา รอยยิ้มนั้นแผ่กว้างมากเมื่อเห็นซารากับร้อยเอกครูว์ เธอได้ยินเรื่องที่น่าพอใจหลายอย่างเกี่ยวกับนายทหารหนุ่มผู้นี้จากสุภาพสตรีที่แนะนำโรงเรียนของเธอให้เขารู้จัก ในบรรดาเรื่องเหล่านั้น เธอได้ยินว่าเขาเป็นพ่อผู้ร่ำรวยที่ยินดีใช้เงินมากมายเพื่อลูกสาวตัวน้อย
“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ดิฉันจะได้ดูแลเด็กแสนสวยและมีแววดีเช่นนี้ ร้อยเอกครูว์” เธอพูด พลางจับมือซารามาลูบ “เลดี้เมเรดิทเล่าให้ดิฉันฟังแล้วว่าเธอฉลาดเกินเด็กทั่วไป เด็กฉลาดเป็นสมบัติล้ำค่าของสถานศึกษาอย่างของดิฉันค่ะ”
ซารายืนนิ่ง จ้องหน้ามิสมินชิน เธอกำลังคิดเรื่องแปลก ๆ อีกตามเคย
“ทำไมเธอถึงบอกว่าฉันเป็นเด็กสวยนะ” เธอคิด “ฉันไม่สวยเลยสักนิด อิโซเบล ลูกสาวตัวน้อยของพันเอกเกรนจ์ต่างหากที่สวย เธอมีลักยิ้ม แก้มสีกุหลาบ และผมยาวสีทอง ส่วนฉันผมสั้นสีดำ ตาสีเขียว แล้วยังผอม ผิวก็ไม่ขาวเลยสักนิด ฉันเป็นเด็กที่น่าเกลียดที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมา เริ่มต้นเธอก็พูดปดเสียแล้ว”
แต่เธอคิดผิดที่ว่าตัวเองเป็นเด็กน่าเกลียด เธอไม่เหมือนอิโซเบล เกรนจ์ คนงามประจำกรมทหารเลยสักนิด แต่ก็มีเสน่ห์แปลก ๆ ของตัวเอง เธอมีรูปร่างเพรียวอ่อนช้อย ค่อนข้างสูงสำหรับวัย และมีใบหน้าเล็ก ๆ จริงจังชวนมอง ผมของเธอดกดำสนิท มีลอนอยู่เฉพาะตรงปลาย ดวงตาเป็นสีเทาอมเขียวก็จริง แต่เป็นดวงตาคู่โตงามจับตา มีขนตาดำยาว และแม้เธอเองจะไม่ชอบสีตาของตน คนอื่นอีกหลายคนกลับชอบ กระนั้นเธอก็ยังเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่น่าเกลียด และไม่ได้ปลาบปลื้มกับคำประจบของมิสมินชินเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าฉันบอกว่าเธอสวย ฉันก็คงพูดปด” เธอคิด “แล้วฉันก็ต้องรู้ตัวว่ากำลังพูดปดด้วย ฉันว่าฉันก็น่าเกลียดพอ ๆ กับเธอนั่นแหละ—ในแบบของฉันเอง เธอพูดอย่างนั้นทำไมนะ”
ต่อมาเมื่อรู้จักมิสมินชินนานขึ้น เธอจึงรู้ว่าเหตุใดมิสมินชินถึงพูดเช่นนั้น เธอพบว่ามิสมินชินพูดอย่างเดียวกันนี้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่พาลูกมาเข้าโรงเรียน
ซารายืนอยู่ใกล้พ่อ คอยฟังเขาคุยกับมิสมินชิน เธอถูกพามาที่โรงเรียนแห่งนี้เพราะลูกสาวตัวน้อยทั้งสองของเลดี้เมเรดิทเคยเรียนที่นี่ และร้อยเอกครูว์ก็เชื่อถือประสบการณ์ของเลดี้เมเรดิทมาก ซาราจะได้เป็นสิ่งที่เรียกกันว่า “นักเรียนกินนอนชั้นพิเศษ” และจะได้รับสิทธิพิเศษยิ่งกว่าที่นักเรียนกินนอนชั้นพิเศษมักได้รับเสียอีก เธอจะมีห้องนอนกับห้องนั่งเล่นสวย ๆ เป็นของตนเอง มีม้าแคระ มีรถม้า และมีสาวใช้มาทำหน้าที่แทนพี่เลี้ยงที่เคยดูแลเธอในอินเดีย
“ผมไม่ห่วงเรื่องการเรียนของเธอเลยสักนิด” ร้อยเอกครูว์พูดพร้อมกับหัวเราะอย่างร่าเริง เขากุมมือซาราไว้พลางตบเบา ๆ “เรื่องยากคงเป็นการคอยห้ามไม่ให้เธอเรียนรู้เร็วเกินไปและมากเกินไป เธอนั่งเอาจมูกเล็ก ๆ ซุกอยู่ในหนังสือเสมอ เธอไม่ได้อ่านหนังสือหรอกครับ มิสมินชิน เธอเขมือบมันราวกับเป็นลูกหมาป่าแทนที่จะเป็นเด็กหญิงตัวน้อย เธอหิวโหยอยากได้หนังสือเล่มใหม่มาเขมือบอยู่ตลอด และต้องเป็นหนังสือของผู้ใหญ่ด้วย—เล่มใหญ่เบ้อเริ่มหนาเตอะ—ทั้งภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ—ประวัติศาสตร์ ชีวประวัติ ผลงานของกวี และอะไรต่อมิอะไรสารพัด ถ้าเธออ่านมากเกินไป ก็ลากเธอออกมาจากหนังสือเสียบ้าง ให้ไปขี่ม้าแคระที่เดอะโรว์ หรือออกไปซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ เธอควรเล่นตุ๊กตาให้มากกว่านี้ครับ”
“คุณพ่อคะ” ซาราพูด “ถ้าหนูออกไปซื้อตุ๊กตาใหม่ทุกสองสามวัน หนูก็จะมีมากจนรักไม่ทั่วถึงนะคะ ตุ๊กตาควรเป็นเพื่อนสนิท เอมิลีจะเป็นเพื่อนสนิทของหนูค่ะ”
ร้อยเอกครูว์มองมิสมินชิน และมิสมินชินก็มองร้อยเอกครูว์
“เอมิลีเป็นใครหรือคะ” เธอถาม
“บอกมิสมินชินสิ ซารา” ร้อยเอกครูว์พูดยิ้ม ๆ
ดวงตาสีเทาอมเขียวของซาราดูจริงจังและอ่อนโยนมากขณะตอบ
“เธอเป็นตุ๊กตาที่หนูยังไม่มีค่ะ” เธอพูด “เป็นตุ๊กตาที่คุณพ่อจะซื้อให้หนู เราจะออกไปตามหาเธอด้วยกัน หนูตั้งชื่อให้เธอว่าเอมิลี เธอจะเป็นเพื่อนหนูเมื่อคุณพ่อไม่อยู่ หนูอยากมีเธอไว้คุยเรื่องคุณพ่อให้ฟังค่ะ”
รอยยิ้มกว้างเย็นชาราวรอยยิ้มปลาของมิสมินชินมีแววประจบเอาใจอย่างยิ่งทีเดียว
“เป็นเด็กที่มีความคิดไม่เหมือนใครจริง ๆ!” เธอพูด “ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่ารักอะไรอย่างนี้!”
“ครับ” ร้อยเอกครูว์พูด พลางดึงซาราเข้ามาชิด “เธอเป็นเด็กน้อยที่น่ารัก ช่วยเอาใจใส่ดูแลเธอให้มาก ๆ แทนผมด้วยนะครับ มิสมินชิน”
ซาราพักอยู่กับพ่อที่โรงแรมอีกหลายวัน ที่จริงเธออยู่กับเขาจนกระทั่งเขาเดินทางกลับอินเดีย ทั้งคู่ออกไปตามร้านใหญ่ ๆ หลายแห่งด้วยกันและซื้อข้าวของมากมาย มากเกินกว่าที่ซาราจำเป็นต้องมีเสียอีก แต่ร้อยเอกครูว์เป็นชายหนุ่มหุนหันและไร้เดียงสา อยากให้ลูกสาวตัวน้อยได้ทุกสิ่งที่เธอถูกใจ รวมทั้งทุกสิ่งที่เขาเองถูกใจด้วย ทั้งคู่จึงช่วยกันจัดหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่หรูหราเกินเด็กเจ็ดขวบไปมาก มีทั้งชุดกระโปรงกำมะหยี่ขลิบขนสัตว์ราคาแพง ชุดลูกไม้ ชุดปักลาย หมวกประดับขนนกกระจอกเทศเส้นใหญ่อ่อนนุ่ม เสื้อคลุมและปลอกสอดมือขนเออร์มิน รวมทั้งถุงมือเล็ก ๆ ผ้าเช็ดหน้า และถุงน่องไหมเป็นกล่อง ๆ มากมายเสียจนหญิงสาวกิริยาสุภาพหลังเคาน์เตอร์กระซิบกันว่า เด็กหญิงตัวน้อยท่าทางแปลกตาที่มีดวงตาโตจริงจังคนนั้น อย่างน้อยก็คงเป็นเจ้าหญิงจากต่างแดนสักองค์—อาจเป็นธิดาตัวน้อยของราชาองค์ใดองค์หนึ่งในอินเดีย
และในที่สุดทั้งคู่ก็พบเอมิลี แต่กว่าจะพบเธอ ทั้งคู่ก็ไปร้านของเล่นหลายแห่งและดูตุ๊กตามากมายมาแล้ว
“หนูอยากให้เธอดูเหมือนไม่ใช่ตุ๊กตาจริง ๆ ค่ะ” ซาราพูด “หนูอยากให้เธอดูเหมือนกำลังฟังเวลาหนูพูดด้วย ข้อเสียของตุ๊กตานะคะ คุณพ่อ”—เธอเอียงศีรษะข้างหนึ่ง ครุ่นคิดไปพลางขณะพูด—“ข้อเสียของตุ๊กตาก็คือ ดูเหมือนจะไม่เคยได้ยินอะไรเลย” ทั้งคู่จึงดูทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก—ตัวตาดำและตัวตาสีฟ้า—ตัวผมลอนสีน้ำตาลและตัวผมเปียสีทอง ตัวที่ใส่เสื้อผ้าและตัวที่ไม่ได้ใส่
“เห็นไหมคะ” ซาราพูดขณะทั้งคู่กำลังพิจารณาตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ไม่มีเสื้อผ้า “ตอนหนูพบเธอ ถ้าเธอไม่มีชุดกระโปรง เราก็พาเธอไปหาช่างตัดเสื้อ แล้วตัดเสื้อผ้าให้พอดีตัวได้ ถ้าได้ลอง เสื้อผ้าก็จะพอดีกว่าค่ะ”
หลังจากผิดหวังมาหลายครั้ง ทั้งคู่ก็ตกลงจะเดินดูตู้กระจกหน้าร้าน แล้วให้รถม้ารับจ้างตามไป ทั้งคู่ผ่านร้านสองสามแห่งโดยไม่ได้เข้าไปเลย จนเมื่อกำลังเดินเข้าใกล้ร้านแห่งหนึ่งซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้ใหญ่โตนัก จู่ ๆ ซาราก็สะดุ้งและคว้าแขนพ่อไว้
“โอ้ คุณพ่อคะ!” เธอร้อง “นั่นเอมิลีค่ะ!”
ใบหน้าเธอแดงเรื่อขึ้น ดวงตาสีเทาอมเขียวมีแววราวกับเพิ่งจำคนคุ้นเคยที่รักใคร่ได้
“เธอคอยเราอยู่จริง ๆ ด้วยค่ะ!” เธอพูด “เราเข้าไปหาเธอกันเถอะ”
“แหม!” ร้อยเอกครูว์พูด “พ่อรู้สึกเหมือนเราควรมีใครสักคนคอยแนะนำให้รู้จักกันนะ”
“คุณพ่อต้องแนะนำหนู แล้วหนูจะแนะนำคุณพ่อค่ะ” ซาราพูด “แต่หนูจำเธอได้ทันทีที่เห็น—เพราะฉะนั้นบางทีเธออาจจำหนูได้เหมือนกัน”
บางทีเอมิลีอาจจำซาราได้จริง ๆ ก็ได้ อย่างน้อยดวงตาของเธอก็มีแววเฉลียวฉลาดมากตอนที่ซาราอุ้มเธอขึ้นมา เธอเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่ แต่ไม่ใหญ่เกินกว่าจะอุ้มไปไหนมาไหนได้สะดวก ผมสีน้ำตาลทองเป็นลอนอย่างเป็นธรรมชาติ สยายลงมารอบตัวราวผ้าคลุม ดวงตาเป็นสีฟ้าอมเทาเข้มใส มีขนตาดกนุ่ม ซึ่งเป็นขนตาจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเส้นที่เขียนสีไว้
“ใช่แน่ค่ะ” ซาราพูด มองหน้าเธอขณะให้นั่งอยู่บนตัก—“คุณพ่อคะ นี่คือเอมิลีแน่ ๆ”
ทั้งคู่จึงซื้อเอมิลี และพาเธอไปร้านเสื้อผ้าเด็กจริง ๆ เพื่อวัดตัวตัดเสื้อผ้าให้หรูหราพอ ๆ กับของซาราเอง เธอมีทั้งชุดกระโปรงลูกไม้ ชุดกำมะหยี่และมัสลิน มีหมวก เสื้อคลุม เสื้อผ้าชั้นในสวย ๆ ขลิบลูกไม้ ตลอดจนถุงมือ ผ้าเช็ดหน้า และเครื่องแต่งกายขนสัตว์
“หนูอยากให้เธอดูเป็นเด็กที่มีแม่ดี ๆ อยู่เสมอค่ะ” ซาราพูด “หนูเป็นแม่ของเธอ ถึงหนูจะตั้งใจให้เธอเป็นเพื่อนก็ตาม”
ร้อยเอกครูว์คงเพลิดเพลินกับการจับจ่ายซื้อของอย่างยิ่ง หากไม่มีความคิดเศร้าหมองเรื่องหนึ่งคอยเหนี่ยวรั้งหัวใจอยู่ ทั้งหมดนี้หมายความว่าเขากำลังจะต้องพรากจากเพื่อนตัวน้อยผู้แปลกไม่เหมือนใครและเป็นที่รักยิ่งของเขา
กลางดึกคืนนั้น เขาลุกจากเตียงไปยืนก้มมองซาราที่หลับอยู่โดยมีเอมิลีในอ้อมแขน ผมสีดำของเธอแผ่อยู่บนหมอน ผมสีน้ำตาลทองของเอมิลีปะปนอยู่ด้วย ทั้งคู่สวมชุดนอนมีระบายลูกไม้ และมีขนตายาวทอดโค้งงอนอยู่บนแก้ม เอมิลีดูเหมือนเด็กจริง ๆ เสียจนร้อยเอกครูว์รู้สึกยินดีที่มีเธออยู่ด้วย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วดึงหนวดด้วยสีหน้าอย่างเด็กหนุ่ม
“เฮ้อ ซาราน้อยเอ๋ย!” เขาพูดกับตัวเอง “พ่อว่าลูกคงไม่รู้หรอกว่าคุณพ่อของหนูจะคิดถึงลูกมากสักแค่ไหน”
วันรุ่งขึ้น เขาพาเธอไปบ้านมิสมินชินและทิ้งเธอไว้ที่นั่น เขามีกำหนดเดินทางกลับทางเรือในเช้าวันถัดไป เขาอธิบายกับมิสมินชินว่าสำนักงานทนายความแบร์โรว์แอนด์สกิปเวิร์ทเป็นผู้ดูแลกิจธุระของเขาในอังกฤษ จะให้คำปรึกษาทุกเรื่องที่เธอต้องการ และจะชำระเงินตามใบเรียกเก็บค่าใช้จ่ายของซาราที่เธอส่งไป เขาจะเขียนจดหมายถึงซาราสัปดาห์ละสองครั้ง และต้องให้เธอได้รับความสุขเพลิดเพลินทุกอย่างที่เธอร้องขอ
“เธอเป็นเด็กตัวน้อยที่มีเหตุผล และไม่เคยอยากได้อะไรที่ให้แล้วจะเป็นอันตรายกับเธอเลยครับ” เขาพูด
จากนั้นเขาก็เข้าไปในห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ กับซารา และทั้งคู่ก็บอกลากัน ซารานั่งบนตักเขา มือเล็ก ๆ จับปกเสื้อคลุมของเขาไว้ มองใบหน้าเขานิ่งแน่วอยู่นาน
“กำลังจำพ่อให้ขึ้นใจอยู่หรือ ซาราน้อย” เขาพูดพลางลูบผมเธอ
“เปล่าค่ะ” เธอตอบ “หนูจำคุณพ่อได้ขึ้นใจ คุณพ่ออยู่ในหัวใจหนู” แล้วทั้งคู่ก็โอบกอดและจูบกัน ราวกับจะไม่มีวันยอมปล่อยกันไป
เมื่อรถม้าแล่นออกจากหน้าประตู ซารานั่งเท้าคางอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น สายตามองตามรถม้าไปจนเลี้ยวพ้นมุมจัตุรัส เอมิลีนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ และมองตามไปด้วยเช่นกัน เมื่อมิสมินชินส่งมิสอมีเลียน้องสาวขึ้นมาดูว่าเด็กกำลังทำอะไรอยู่ มิสอมีเลียก็พบว่าเปิดประตูไม่ได้
“หนูล็อกไว้ค่ะ” เสียงเล็ก ๆ แปลก ๆ แต่สุภาพดังมาจากข้างใน “หนูขออยู่ตามลำพังจริง ๆ นะคะ”
มิสอมีเลียอ้วนเตี้ยป้อมและยำเกรงพี่สาวเป็นอย่างยิ่ง ที่จริงเธอเป็นคนอัธยาศัยดีกว่าในสองพี่น้อง แต่ไม่เคยขัดคำสั่งมิสมินชินเลย เธอกลับลงบันไดไปด้วยสีหน้าคล้ายตกอกตกใจ
“พี่มาเรีย ฉันไม่เคยเห็นเด็กที่แปลกและแก่เกินวัยอย่างนี้เลย” เธอพูด “เธอล็อกประตูอยู่ข้างใน แล้วไม่ส่งเสียงเลยแม้แต่นิดเดียว”
“ก็ดีกว่าดิ้นเตะกรีดร้องเหมือนเด็กบางคนเป็นไหน ๆ” มิสมินชินตอบ “พี่นึกว่าเด็กที่ถูกตามใจจนเสียนิสัยอย่างนี้จะร้องเอะอะจนอื้ออึงไปทั้งบ้านเสียอีก ถ้าจะมีเด็กคนไหนถูกตามใจทุกอย่าง ก็ซารานี่แหละ”
“ฉันเปิดหีบเอาข้าวของของเธอออกเก็บมา” มิสอมีเลียพูด “ไม่เคยเห็นเสื้อผ้าอย่างนี้มาก่อนเลย—เสื้อคลุมประดับขนเซเบิลกับขนเออร์มิน เสื้อผ้าชั้นในขลิบลูกไม้วาล็องเซียนส์แท้ ๆ พี่ก็เห็นเสื้อผ้าเธอไปบ้างแล้ว พี่คิดอย่างไรกับเสื้อผ้าพวกนี้คะ”
“พี่ว่ามันน่าขันสิ้นดี” มิสมินชินตอบเสียงห้วน “แต่เสื้อผ้าพวกนี้จะดูดีมากเมื่อเธอสวมเดินนำแถวตอนเราพาเด็กนักเรียนไปโบสถ์วันอาทิตย์ จัดหาข้าวของให้เสียราวกับเธอเป็นเจ้าหญิงน้อย”
ส่วนข้างบน ในห้องที่ล็อกประตูไว้ ซารากับเอมิลีนั่งอยู่บนพื้น จ้องมองมุมถนนที่รถม้าเลี้ยวลับไป ขณะร้อยเอกครูว์เหลียวกลับมามอง โบกมือและส่งจูบ ราวกับไม่อาจทนหยุดทำเช่นนั้นได้




