บทที่ 1
ห้องนั้นมีกลิ่นสีลาเท็กซ์ใหม่ที่ทาทับบางสิ่งซึ่งเก่าแก่กว่ามาก เหมือนเอาน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นใหม่ไปติดในรถก็หลอกใครไม่ได้หรอกว่าเคยมีหมาอยู่ในนั้น
มิตเชลล์ บราวน์ยืนอยู่ตรงประตูหอพักเหนือ มีกระเป๋าเดินทางสะพายไหล่ข้างหนึ่ง แล้วเริ่มนับ ประตูบันได ประตูห้องน้ำ ประตูนี้ และอีก 2 บานตามทางเดินที่เขาผ่านมาตอนขึ้นมา รวมเป็น 5 เขาไม่ได้ตั้งใจจะนับ มันเกิดขึ้นเองเหมือนที่บางคนหักข้อนิ้ว
ห้องฝั่งของเขามีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ หน้าต่างติดมุ้งลวดซึ่งซีดเป็นสีน้ำชาเจือจาง และผนังที่ปูนฉาบใหม่สิ้นสุดลงตรงจุดซึ่งหินเก่าเริ่มต่อไป หินตามมุมเป็นมันเงาแข็งสีเทาเหมือนด้านในอ่างล้างมือ ใครบางคนยึดป้ายเคลือบพลาสติกไว้ข้างสวิตช์ไฟว่า **ยินดีต้อนรับสู่แฮลเซียน 6 สัปดาห์ ตั้งใจเรียน** มุมบนของป้ายเริ่มลอกแล้ว และมิตเชลล์ก็อยากกดมันกลับเข้าที่อย่างแรงกล้า
20 นาทีต่อมา รูมเมตของเขาก็มาถึงพร้อมลากเป้ที่ปะซ่อมแล้วกับถุงขยะใส่เครื่องนอนมาด้วย
“ไบรอัน” เด็กคนนั้นบอก “เพย์น—ออกเสียงเหมือน pain ที่แปลว่าความเจ็บ” มุกนั้นแป้กสนิท เห็นชัดว่าเคยแป้กมาแล้ว “โทษที คือ—คนอื่นชอบพูดก่อน ฉันเลยพูดตัดหน้าเสียเอง”
“มิตเชลล์” เขายื่นมือออกไป ไบรอันจับมือเหมือนทั้งคู่กำลังลงนามในเอกสาร “ถ้าอยากได้ฝั่งหน้าต่างก็เอาไปได้ ฉันไม่ติด”
“หน้าต่างเหรอ” ไบรอันมองหน้าต่าง แล้วมองเตียง จากนั้นก็มองหน้าต่างอีกครั้ง “แน่ใจนะ? เพราะฉันไม่อยาก—”
“แน่ใจ”
เสื้อฮู้ดของไบรอันใหญ่เกินตัวไป 2 ไซซ์และเป็นสีเทาเหมือนน้ำล้างจาน เขาดึงแขนเสื้อลงมาคลุมฝ่ามือก่อนแตะมือจับเพื่อปิดประตู ไม่เชิงว่าสะดุ้ง เหมือนเป็นกฎที่เขาทำตามมานานเสียจนไม่รู้ตัวว่ามีกฎนั้นอยู่มากกว่า
มิตเชลล์กลับไปจัดของตามระบบ เสื้อผ้าใส่ลิ้นชักล่าง 2 ชั้น หนังสือเรียงบนโต๊ะตามขนาด ส่วนซองมะนิลาบางจากมูลนิธิแฮลเซียนฝังไว้ใต้ของทุกอย่าง ตรงที่เขาไม่ต้องเห็นชื่อตัวเองอยู่ข้างคำว่า **ได้รับทุน** ซองนั้นวางอยู่บนตักเขามาตลอดทางจากบีเวอร์ฟอลส์ แม่รัดหนังยางไว้รอบซอง ซึ่งเป็นวิธีอวยพรของแม่
ข้างหลังเขา โครงเตียงส่งเสียงครูดแหลม
“หัวเตียงไม่ชิดผนัง” ไบรอันบอก “มันห่างออกมาประมาณ—” เขาย่อตัวลง หรี่ตามองช่องว่าง “ข้างหลังนี่มีอะไรอยู่เต็มไปหมด มีท่อด้วย”
“ให้ช่วยไหม?”
“ไม่ ไม่เป็นไร ฉันจัดการได้ จัดการได้”
มิตเชลล์กำลังพับเสื้อยืดตอนที่ได้ยินเสียงครูดครั้งที่ 2 สั้นกว่าเดิม ตามด้วยเสียงที่ไม่ได้มาจากโครงเตียงเลย มันคือเสียงสูดลมหายใจเปียกแผ่วซึ่งคนเราจะเปล่งออกมาเมื่อร่างกายเข้าใจบางอย่างก่อนเจ้าตัวครึ่งวินาที
ไบรอันคุกเข่า ชูมือขวาไว้ตรงหน้าโดยหันฝ่ามือออกเหมือนกำลังกล่าวคำสาบาน เลือดผุดขึ้นตามรอยพับอย่างรวดเร็ว ไหลเต็มร่องฝ่ามือแล้วเริ่มหยดลงพื้น 3 หยดบนแผ่นไม้ แล้วหยดที่ 4 พื้นไม้นั้นทั้งเก่าและกระหาย เลือดจึงซึมหายเข้าไปทันทีและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลตรงขอบ
“โอเค” ไบรอันพูด “โอเค นี่—โอเค”
“อย่าหุบมือ” มิตเชลล์ขยับตัวแล้ว “แบไว้ ยกขึ้น สูงกว่าหัวใจ”
ในช่องว่างหลังโครงเตียง ตรงที่ปูนถูกสกัดออกเพื่อปรับปรุงอาคาร มีแถบทองแดงยื่นนูนจากผนัง สีสดสว่างเพราะเพิ่งถูกเผยออกมา ขอบด้านบนคมจากรอยกรรไกรตัดโลหะของใครบางคน ไม่ใช่ตะปู ไม่ใช่สปริง แต่เป็นริบบิ้นโลหะมันวาวสะอาดซึ่งยังมีหนังฝ่ามือของไบรอันติดอยู่ชิ้นหนึ่งขนาดประมาณเล็บมือ
กล่องปฐมพยาบาลเคลือบสีน้ำเงินอยู่ลำดับที่ 3 จากด้านบนในกระเป๋าของมิตเชลล์ เพราะมันอยู่ลำดับที่ 3 เสมอ ตัวกล่องเคลือบสีน้ำเงิน มีกากบาทสีขาวซึ่งตรงกลางคล้ำเป็นสีเทาจากรอยนิ้วโป้ง ก่อนจะใช้ทำอย่างอื่น กล่องนี้เคยเป็นกล่องอุปกรณ์เย็บผ้าของยาย และใต้กลิ่นแผ่นเช็ดแอลกอฮอล์ยังมีกลิ่นด้ายเก่าจาง ๆ
เขาหยิบกล่องออกมา กลับไปคุกเข่าบนพื้นไม้ แล้วไบรอันก็ยื่นมือมาให้
ต่อมา ทั้งตอนอยู่ในสถานพยาบาลและตลอดฤดูร้อนที่เหลือ มิตเชลล์จะหวนคิดถึงช่วงนี้เสมอ ไบรอันยื่นมือมาให้ เขาไม่ต้องถูกขอเลย
“ต้องล้างแผล” มิตเชลล์บอก “ทองแดงสกปรก แล้วตรงนั้นก็มีคมโลหะด้วย อยากให้ฉันบอกไหมว่ากำลังทำอะไร หรือให้ลงมือเลย?”
“บอกฉันก็ได้” เสียงไบรอันบางลงและสุภาพ “ฉันอยากรู้มากกว่า ฉันไม่ชอบเวลาคนอื่นไม่บอก”
“ได้ มี 3 อย่าง” เขาวางกล่องไว้บนพื้นระหว่างทั้งคู่แล้วใช้นิ้วโป้งดันเปิด “1 ฉันจะฉีดล้างแผล ซึ่งจะแสบยิ่งกว่าตอนโดนบาด และมันควรเป็นอย่างนั้น 2 ฉันจะวางผ้ากดแผลแล้วกด กดแรงกว่าที่นายชอบและนานกว่าที่นายชอบ 3 ฉันจะติดเทป จากนั้นก็ปล่อยมันไว้ แล้วพอถึงวันพฤหัสฯ มันก็จะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ”
“เป็นเรื่องน่าเบื่อตอนวันพฤหัสฯ” ไบรอันผ่อนลมหายใจออกมา เกือบเหมือนเสียงหัวเราะ “โอเค”
เขาวางมือลงในมือของมิตเชลล์
มือนั้นเย็นผิดกับคืนอันอบอุ่น มิตเชลล์จับไว้ให้นิ่ง สอดนิ้วรองข้อมือไบรอันและวางนิ้วโป้งตามโคนนิ้วโป้งของอีกฝ่าย แล้วใช้ถังขยะรองขณะฉีดน้ำเกลือ แผลพาดเฉียงผ่านเนื้อฝ่ามือ จากใต้นิ้วชี้ลงไปทางข้อมือ ไม่ได้ลึกพอให้เกิดอะไรน่าตื่นตระหนก แต่ยาว และแผลยาวบนมือก็เลือดไหลราวกับท่อน้ำรั่วในมุกประปาห่วย ๆ แขนทั้งข้างของไบรอันเกร็งแข็งตอนน้ำเกลือโดนแผล แต่เขายังอยู่นิ่ง เขาชำนาญการอยู่นิ่ง มิตเชลล์เก็บข้อนั้นไว้ในใจทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“คุยหน่อย” มิตเชลล์บอก “มาจากไหน?”
“มิชิแกน ประมาณนั้น” แขนที่เกร็งอยู่คลายลงราว 10 เปอร์เซ็นต์ “ป้าฉันอยู่มิชิแกน ก่อนหน้านั้นก็อยู่กับป้าอีกคน มันเหมือนหมุนเวียนกัน—” เขาหยุด “นายกำลังกดอยู่”
“กำลังกด” ผ้าปลอดเชื้อใต้หัวแม่มือเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูแล้ว มิตเชลล์วางฝ่ามือราบทับฝ่ามือไบรอัน ทิ้งน้ำหนักลงไปและไม่ปล่อย มือของทั้งคู่แนบกันอยู่นานเสียจนห้องเงียบสงบลงรอบตัว ที่ไหนสักแห่งด้านล่างในลาน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังหัวเราะเรื่องกระเป๋าเดินทางของใครบางคน “คุยต่อสิ”
“นายได้ทุน”
“รู้ได้ยังไง?”
“นายพกชุดปฐมพยาบาลมา” ไบรอันบอก “แล้วกระเป๋าก็มาจากร้านขายอุปกรณ์ช่าง”
มิตเชลล์หัวเราะ แล้วต้องจับมือให้นิ่งอีกครั้ง “นั่นเป็นเรื่องจริงที่ใจร้ายที่สุดที่มีคนพูดกับฉันวันนี้เลย”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ—”
“ฉันรู้ว่านายหมายถึงอะไร ฉันได้ทุน ทุนเต็มจำนวน แม่ร้องไห้กลางลานจอดรถของชีตซ์” เขายกนิ้วโป้งขึ้น มองดู แล้วกดกลับลงไปพร้อมนับช้า ๆ “โอเค เลือดไหลช้าลงแล้ว”
หินเก่าตรงฐานผนังพ่นลมหายใจเย็นใส่แขนเขาตลอดเวลาที่ทำแผล เป็นความเย็นชนิดที่ลอยขึ้นมาจากห้องใต้ดินในเดือนสิงหาคมและไม่เกี่ยวอะไรกับอากาศข้างนอก อาคารเบลเวเธอร์เคยเป็นโรงพยาบาลเซนต์ออริซันตั้งแต่ปี 1891 จนกระทั่งวันหนึ่งมันก็เลิกเป็น โครงการภาคฤดูร้อนทาสีทางเดินเป็นสีข้าวโอ๊ตและติดตั้งป้ายทางออกไว้ราวกับยกป่ามาทั้งผืน แต่หินยังคงเย็น
เขาติดเทปยึดผ้าปิดแผลพาดฝ่ามือไบรอัน โดยใช้เทป 2 แถบตรึงตรงโคนนิ้วเพื่อไม่ให้รั้งเวลาขยุ้มมือ จากนั้นเขาก็เช็ดพื้น เพราะเลือดบนไม้เก่าฝังแน่นเหมือนคราบบนเสื้อ เขาทิ้งซองห่อกับผ้ากดแผลที่ใช้แล้วลงถังขยะ แล้ววางกล่องปฐมพยาบาลเคลือบสีน้ำเงินไว้บนโต๊ะของตัวเองข้างหนังสือ
“ขอบใจ” ไบรอันบอก เขามองมือตัวเองราวกับมันเป็นของบุคคลที่ 3 ในห้อง “จริง ๆ นะ คนส่วนใหญ่คงไปตามผู้ช่วยประจำหอ (RA) มาแล้ว”
“ผู้ช่วยประจำหอคงไปเอาแบบฟอร์มมา”
“ผู้ช่วยประจำหอคงไปเอาแบบฟอร์มมา” ไบรอันทวนช้า ๆ แล้วเกือบยิ้ม
พวกเขาใช้เวลาช่วงเย็นทำให้ห้องดูเหมือนมีคนอยู่ มิตเชลล์ย้ายเฟอร์นิเจอร์ ส่วนไบรอันรับงานที่ทำด้วยมือเดียวได้ ไบรอันพับซองลูกอมเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เนี้ยบกริบก่อนทิ้ง เขาเรียงรองเท้าไว้ใต้เตียงให้ส้นเสมอกัน ตอนจัดของ ทุกสิ่งที่เขามีใส่ได้หมดในลิ้นชัก 3 ชั้น แต่เขายังจัดวางมันเหมือนกำลังรอให้ใครมาตรวจ
แถบทองแดงยังอยู่ที่เดิม มิตเชลล์ดันโครงเตียงกลับไปชิดผนังเพื่อปิดมันไว้ แล้วจดเตือนในโทรศัพท์ให้บอกใครสักคนตอนเช้า จากนั้น เพราะเขาอายุ 16 และวันนี้ลากยาวมาแล้ว 11 ชั่วโมง เขาจึงลืมข้อความเตือนนั้นเสียสนิท
ใกล้เวลาเข้านอน ไบรอันนั่งลงตรงขอบเตียงแล้วชูมือขึ้นใต้โคมไฟตั้งโต๊ะ
“มันรู้สึกตึง” เขาบอก
มิตเชลล์วางหนังสือลง “ตึงแบบไหน ตึงเหมือนเทปดึงขน หรือตึงเหมือนนิ้วชา?”
“ไม่รู้ ตึงน่ะ”
“ส่งมานี่ ไม่ต้องแกะ”
ไบรอันยื่นมือมา มิตเชลล์จับตรงข้อมือ ระวังไม่แตะผ้าปิดแผล แล้วกดปลายนิ้วโป้งลงบนเล็บของไบรอันทีละนิ้ว สีชมพูกลับคืนสู่เล็บทุกนิ้วก่อนเขาจะทันนับถึง 2 นิ้วมือยังอุ่น เหนือเทปขึ้นไปไม่มีอาการบวมมากพอจะเรียกว่าบวม
“ไม่เป็นไร” เขาบอก “เลือดไหลเวียนดี ที่ตึงก็เพราะมันควรจะตึง—แบบนั้นแหละที่ช่วยยึดขอบแผลเข้าหากัน ทิ้งไว้จนถึงพรุ่งนี้”
“ถึงพรุ่งนี้”
“ถึงพรุ่งนี้ ถ้านิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว สีฟ้า หรือชา ปลุกฉัน แล้วฉันจะตัดเทปออกพันให้ใหม่ นอกนั้นฉันจะหลับเป็นตาย”
ไบรอันเอนตัวลงนอนทับผ้าห่ม วางมือที่พันแผลไว้บนอก แล้วมิตเชลล์ก็ดับโคมไฟ
นาฬิกาที่โรงเรียนยึดติดกับชั้นเหนือประตูเป็นนาฬิกาดิจิทัลเก่าเทอะทะ ตัวเลขสีแดง แบบที่หาได้ตามตลาดนัดขายของหน้าบ้านในราคา 2 ดอลลาร์ และมันส่งเสียงฮัม ในความมืด มันเป็นสิ่งที่ดังที่สุดในห้อง
11:09
“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” ไบรอันพูด
“ได้สิ”
“ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงระฆังไหม? ราว ๆ เวลานี้เมื่อคืน—” เขาหยุด “ยังไม่มีเมื่อคืนสิ คือผู้ชายที่โต๊ะบอกว่ามีระฆัง”
“มีระฆัง” มิตเชลล์ได้ยินเรื่องนี้ตอนเข้าแถวปฐมนิเทศ จากที่ปรึกษาซึ่งทำงานที่นี่มา 3 ฤดูร้อนและเล่าเหมือนเป็นเรื่องขำ “มีมาตั้งแต่ตอนที่นี่เป็นโรงพยาบาล ใช้บอกเวลาเปลี่ยนเวร ไม่มีใครรื้อกลไกออก มันเลยยังดังอยู่ แล้วดูเหมือนจะดังผิดเวลา และมันก็ดังผิดเวลาอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนทุกคนที่นี่จะเกิด”
“ผิดเวลา”
“ห้าทุ่มสิบสามนาทีหรืออะไรทำนองนั้น เป็นเวลาที่บ้าสิ้นดีสำหรับทุกอย่าง”
11:11
“คลาดไป 4 นาที” ไบรอันบอก “ถ้ามันควรดังตอนห้าทุ่มสิบห้า”
“คลาดไป 2 นาที ถ้ามันควรดังตอนห้าทุ่มสิบห้า”
“จริงด้วย 2 นาที” เงียบไปครู่หนึ่ง “โทษที สมองฉันไม่—มือมันเต้นตุบ ๆ”
“มันก็ต้องเต้นตุบ ๆ นั่นแหละ ส่วนที่น่าเบื่อกำลังเริ่มแล้ว”
11:12
มิตเชลล์นอนอยู่ตรงนั้น แว่นพับวางบนขอบหน้าต่าง ห้องรอบตัวเปลี่ยนเป็นสีเทาอมฟ้าตามขอบ มือทั้ง 2 ข้างวางราบบนผ้าห่มอย่างที่เขานอนมาตั้งแต่เด็ก เขาคิดถึงซองมะนิลาที่ก้นลิ้นชัก คิดถึงเวลา 6 สัปดาห์ และคิดว่ามันจะพิลึกไหมถ้าในวันแรกเขาถามรูมเมตว่าปกติเคยกินมื้อเย็นกับใครบ้างหรือเปล่า
ตัวเลขพลิกเปลี่ยน
ระฆังดังขึ้นในวินาทีเดียวกัน มวลเสียงหนักอึ้งดั่งก้อนทองเหลืองจริง ๆ ดังมาจากที่ไหนสักแห่งบนหลังคาปีกเก่า เดินทางผ่านหิน เข้าสู่โครงเตียงของมิตเชลล์ แล้วไต่ขึ้นตามกระดูกสันหลังราวกับมีใครตีตัวอาคารโดยตรง
ไบรอันพูดว่า “โอ้”
แล้วฝ่ามือขวาของมิตเชลล์ก็ปริอ้าออก
นั่นเป็นวิธีเดียวที่เขาเคยหาคำมาอธิบายได้ ตอนแรกมันไม่ใช่แผล แต่เป็นการเปิดออก เป็นเส้นที่ลากจากใต้นิ้วชี้ลงไปทางข้อมือด้วยเล็บซึ่งเขามองไม่เห็น จากนั้นก็ไม่มีอะไรอยู่ครึ่งวินาที แล้วความเจ็บทั้งหมดก็มาถึงพร้อมกัน ร้อนผ่าว ชัดเจน และล่าช้า
เขาลุกขึ้นและเปิดโคมไฟแล้วโดยจำไม่ได้เลยว่าข้ามห้องมาเมื่อไร
เลือดไหลจากมือเขาลงกระแทกโต๊ะ มันหยดใส่กล่องปฐมพยาบาลเคลือบสีน้ำเงิน จับตัวเป็นเม็ดบนผิวเคลือบ ไหลลงมาตามกากบาทสีขาว แล้วนองอยู่ตรงฐาน เขายืนเหยียดแขนออกไป ไม่อาจทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้หมายความว่าอะไร
“มิตเชลล์” เสียงไบรอันดังมาจากด้านหลัง แผ่วเล็กเหลือเกิน “มิตเชลล์”
ไบรอันนั่งตัวตรง ชูมือขวาไว้ตรงหน้า เทปห้อยหลวมเป็นวงสีเทาอยู่จากมือ ผ้าปิดแผลหลุดออกมาอย่างสะอาด ใต้ผ้านั้น ฝ่ามือของเขาก็เป็นเพียงฝ่ามือ มีผิวหนัง มีลายมือ และรอยเลือดแห้งสีน้ำตาลจากก่อนหน้านี้ซึ่งร่อนออกเมื่อเขาใช้นิ้วโป้งถู
เขางอนิ้ว กำมือ แล้วแบออก
“ไม่เจ็บแล้ว” เขาบอก
“อย่า” มิตเชลล์ได้ยินสำเนียงตัวเองเข้มขึ้น สระเสียงราบแบบเพนซิลเวเนียตะวันตกที่แม่เขาพูด และหยุดมันไม่ได้ “อย่าทำแบบนั้น อย่ากำมือ”
“ไม่เจ็บเลยสักนิด”
ทั้งคู่ยืนอยู่ใต้นาฬิกาโดยยื่นมือออกมา ไบรอันขยับเข้ามาใกล้ พลิกฝ่ามือขึ้นข้างมือของมิตเชลล์ มือทั้ง 2 วางเคียงกันใต้แสงโคมเหมือนหน้ากระดาษกับสำเนาของหน้านั้น
แผลพาดไปในทิศเดียวกัน เริ่มจากรอยพับเดียวกันใต้นิ้วชี้ ลากเฉียงเป็นระยะเท่ากัน และสิ้นสุดตรงจุดเดียวกันเหนือข้อมือ ช่วงบนตื้นเท่ากันตรงที่ทองแดงเกี่ยวโดนครั้งแรก ตรงกลางลึกเท่ากัน มันไม่ใช่ภาพสะท้อนในกระจก หากวางมือไบรอันทับมือมิตเชลล์ เส้นแผลจะซ้อนกันสนิท
“เหมือนกัน” ไบรอันบอก “ไม่ใช่แค่คล้าย เหมือนกันทุกอย่าง”
“ฉันรู้ว่ามันคืออะไร” เสียงมิตเชลล์ฟังดูแปลกและสงบนิ่ง เป็นเสียงที่เขาใช้พูดกับแม่เวลาสถานการณ์ที่บ้านรวนไปหมดและต้องมีใครสักคนทำเสียงให้เหมือนผู้ใหญ่ “ไปเอาโทรศัพท์ฉัน อยู่บนขอบหน้าต่าง เอามาแล้วอย่าแตะอย่างอื่น”
“นายจะ—”
“ไปเอาโทรศัพท์”
ไบรอันเอาโทรศัพท์มา มิตเชลล์พาดข้อมือตัวเองกับชั้นใต้นาฬิกา ให้ไบรอันชูฝ่ามือที่หายดีแล้วข้างกัน จากนั้นก็ถ่ายภาพโดยให้ตัวเลขสีแดง 11:13 ติดอยู่ในกรอบ ตัวเลขเทอะทะราคาถูกจากตลาดนัดขายของหน้าบ้านลอยอยู่เหนือมือ 2 ข้างซึ่งไม่ควรมีสภาพเช่นนั้น เขาถ่าย 4 หรือ 5 ครั้ง พลิกมือแล้วถ่ายอีก รอยนิ้วเปื้อนติดอยู่บนหน้าจอ
“มีเลือดอยู่บนกล่อง” ไบรอันบอก
“ปล่อยไว้”
“แต่ถ้ามีใคร—”
“ปล่อยไว้ ไบรอัน มันเป็นหลักฐาน” คำนั้นหลุดออกมาก่อนเขาจะทันพิจารณา หลักฐานของอะไร เอาไว้ให้ใครดู เขาไม่รู้เลย เขาอายุ 16 ได้ทุน เพิ่งอยู่ในโครงการที่ต้องเขียนเรียงความถึง 4 ชิ้นกว่าจะได้เข้ามาเพียง 6 ชั่วโมง และกำลังมีเลือดไหลจากบาดแผลที่เขาไม่เคยได้รับ
ไบรอันไปอยู่ตรงถังขยะแล้ว เขาหยิบผ้ากดแผลที่ใช้แล้ว เทปที่หลุด และแถบกระดาษรองเทปขึ้นมา ทุกอย่างติดรวมกันเป็นก้อน สีน้ำตาลแดงและกำลังแข็งตัว
“เขาจะมาเก็บขยะตอนเช้า” เขาบอก “ป้ายข้างสวิตช์ไฟบอกว่าจะมาเก็บขยะตอนเช้า”
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ระฆังดังที่มิตเชลล์มองเขาเต็มตา ไบรอันยืนถือเลือดแห้งของใครอีกคนไว้ในมือซึ่งหายดีแล้ว ดวงตาสีเทาอมฟ้าเปียกชื้นแต่แน่วนิ่ง และเขาคิดล่วงหน้าไปแล้ว 2 ตา
“ใส่ถุงไว้” มิตเชลล์บอก “ถุงสะอาด อย่าให้มันแตะอะไร”
แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังมาตามทางเดิน ไม่เร่งรีบ พร้อมลำแสงไฟฉายที่กวาดเป็นจังหวะของคนซึ่งกำลังตรวจรอบแรกของคืน ทั้งคู่แข็งนิ่ง มิตเชลล์พันมือด้วยเสื้อของตัวเอง กดแนบไว้กับท้อง แล้วยืนหันหลังให้ประตูพลางนับช่องประตูที่มองไม่เห็น 5 ช่อง 5 5 ขณะที่แสงกวาดผ่านใต้ช่องประตู เสียงฝีเท้าหยุดครู่หนึ่งแล้วเดินต่อไป
พวกเขาไม่ได้คุยกันเรื่องนอน เพียงล้มเลิกมันไป มิตเชลล์นั่งพิงโครงเตียง ใช้มือซ้ายเปลี่ยนผ้ากดแผลอย่างทุลักทุเล ฝั่งตรงข้าม ไบรอันวางถุงที่ปิดสนิทไว้บนตัก หันฝ่ามือที่หายแล้วรับแสงโคม รอให้มันเปลี่ยนใจ
ช่วงหนึ่งท่ามกลางเวลาที่เลวร้ายที่สุด ไบรอันพูดว่า “ฉันขอโทษ” มิตเชลล์ถามว่า “เรื่องอะไร” ไบรอันไม่มีคำตอบ แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่พูดอะไรอีกเป็นเวลานาน
สัญญาณปลุกยามเช้าของสถาบันดังมาจากลานสมัยใหม่ เป็นเสียงบันทึกอิเล็กทรอนิกส์นุ่ม ๆ 4 ตัวโน้ตซึ่งไม่เคยทำร้ายใคร หน้าต่างเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นเหมือนนมพร่องมันเนย
“ให้ฉันทำเถอะ” ไบรอันบอก
“ทำอะไร?”
“มือของนาย นายทำให้ฉันแล้ว” เขาเอื้อมมือไปหากล่อง แต่แล้วก็หยุดและชักนิ้วกลับ เพราะเขาเป็นคนแบบนั้น “ถ้านายยอม ฉันดูแล้ว ล้าง กด ติดเทป 3 อย่าง”
มิตเชลล์มองฝ่ามือตัวเอง ตลอดคืนมันทั้งเหนียวและดูน่าเกลียด แผลปริออกอีก 2 ครั้งตอนเขาลืมตัวและขยับผิดท่า
เขายื่นมือออกไป
ไบรอันรับมือเขาไว้ด้วยมือทั้ง 2 ข้าง แล้วทำตามที่ได้ดูมาทุกขั้นตอน ช้าและระมัดระวังจนจบ โดยมีปลายลิ้นคาอยู่ระหว่างฟัน เขาฉีดล้างแผล และมันก็แสบอย่างที่มิตเชลล์รับปากไว้ว่าจะแสบ เขากด และกดนานเกินไปไว้ก่อนแทนที่จะกดไม่นานพอ เขาติดเทป 2 แถบตรึงตรงโคนนิ้วเพื่อไม่ให้รั้งเวลามิตเชลล์กำมือ
จากนั้นเขาก็นั่งพิงส้นเท้า แสงที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นทาบหินเก่าด้านหลังเป็นสีเทา และทั้งคู่ก็มองมือของมิตเชลล์
เลือดหยุดไหลแล้ว ผ้าปิดแผลสะอาด ขาว และตึงอย่างเหมาะสม
แผลยังอยู่
“มันไม่กลับมาอยู่ที่ฉัน” ไบรอันบอก
มิตเชลล์ลุกขึ้น เขาเก็บโทรศัพท์ที่มีภาพถ่ายไว้ในกระเป๋า เก็บถุงที่ปิดสนิทซึ่งบรรจุผ้าพันแผลจากเมื่อคืนไว้ด้วย แล้วหยิบกล่องปฐมพยาบาลเคลือบสีน้ำเงินซึ่งมีเลือดแห้งเป็นสายน้ำสีน้ำตาลไหลลงมาตามกากบาทสีขาว เพราะเขาไม่มีทางทิ้งมันไว้บนโต๊ะให้แม่บ้านเก็บ
“ใส่รองเท้า” เขาบอก “เราจะไปสถานพยาบาล”




